Page 497 - บทความแนวปฏิบัติที่ดี KM มทร.+2 ครั้งที่ 10
P. 497

491


               การใช้ก าลังในส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น การใช้ก าลังตั้งแต่หัวไหล่หรือใช้ก าลังจากการเกร็งที่ข้อศอกควบคู่
               ไปกับการไล่ด้วย เพื่อเป็นการฝึกวิธีการน าก าลังในส่วนต่างๆ ของร่างกายออกมาใช้ได้อย่างถูกต้อง

                          3. เพลงที่ใช้มีอยู่หลายเพลง แต่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ เพลง ฉิ่งมุล่งชั้นเดียว รองลงมา
               คือ เพลงทะแย 3 ชั้น แต่โดยส่วนตัวของครูนัฐพงศ์  โสวัตร ท่านใช้เพลงฉิ่งมุล่งชั้นเดียวในการไล่ระนาดเพื่อ
               ฝึกฝนฝีมือและท่านมีความเห็นว่าเพลงฉิ่งมุล่งชั้นเดียว น่าจะเป็นเพลงที่ดีที่สุดส าหรับการไล่มือ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่
               ที่ความชอบและความถนัดของแต่ละบุคคลด้วย และส่วนส าคัญที่ท าให้การไล่ได้ผลมากที่สุดคือความช้า-เร็วใน

               การไล่โดยแนวทางการไล่ของคนส่วนใหญ่จะใช้วิธีไล่โดยเริ่มที่ช้าและค่อยๆ เร็วขึ้นเมื่อใกล้จะหยุดหรือจบเพลง
               แต่แนวทางของครูนัฐพงศ์ แตกต่างออกไปคือ ต้องเริ่มจากแนวเพลงที่ตึงมือ ซึ่งหมายถึง แนวเพลงที่มีความเร็ว
               ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ก าหนดตายตัว ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้บรรเลงแต่ละคน นั่นหมายถึงว่า ผู้บรรเลงต้อง
               ประมาณตนเองได้ว่าความเร็วขนาดไหนจึงจะเหมาะสมกับตัวเอง เพราะต้องเฉลี่ยก าลังให้พอดีกับระยะเวลาที่

               ก าหนดไว้คือประมาณ      2 - 3 ชั่วโมง และต้องค านึงถึงความชัดเจนของเสียงระนาดด้วยเป็นส าคัญ เมื่อไล่
               ไปได้ช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วต้องพยายามขึงแนวเพลงไว้ให้ความเร็วคงที่หรือเพิ่มแนวเพลงให้เร็วขึ้น อย่าให้
               แนวตกหรือช้าลงอันเนื่องมาจากความเมื่อยล้า ดังนั้นการฝึกระนาดเอกจึงต้องใช้ความอดทนและความ
               พยายามมากเป็นพิเศษ เพราะต้องตีไปจนกว่าความเมื่อยล้านั้นหายไปกลายเป็นก าลังสะสมในร่างกายแทน

                          ครูนัฐพงศ์  โสวัตร ได้ยกตัวอย่างด้วยการเปรียบเปรยให้ฟังว่า “ถ้าเรามีเงินเก็บสะสมน้อยหรือ
               พอดีกับราคาของที่เราจะซื้อ เราก็สามารถซื้อได้เฉพาะของที่จ าเป็นเท่านั้น เพราะเราไม่มีเงินมากพอที่จะ
               ซื้อทุกอย่างได้ตามที่เราต้องการ แต่ถ้าเรามีเงินเก็บมากกว่าราคาของหรือถึงขั้นเหลือเฟือ เราก็สามารถซื้อ

               ได้ทุกอย่างตามที่เราต้องการโดยที่ใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมด เช่นเดียวกับการที่เรามีก าลังน้อยหรือพอดีกับเพลงที่
               เราจะบรรเลง เราก็สามารถบรรเลงได้แค่รูปแบบของเพลงเท่านั้น ไม่สามารถสื่อถึงอารมณ์เพลงหรือ
               อรรถรสของเพลงได้เนื่องจากมีขีดจ ากัดด้านพละก าลัง  เพราะการบรรเลงกลวิธีต่างๆ ต้องใช้ก าลังมากถึง
               จะได้เสียงที่มีคุณภาพ นั่นคือสาเหตุที่ท าให้เราไม่สามารถท าได้อย่างที่ใจเราต้องการ แต่ในขณะเดียวกันถ้า

               เรามีก าลังมากพอหรือถึงขั้นเหลือเฟือเราก็สามารถบรรเลงทุกอย่างได้ตามที่ใจเราต้องการ”
                        ** ข้อเสนอแนะ
                          ครูนัฐพงศ์  โสวัตร กล่าวว่า “การไล่สะสมก าลังถ้าจะให้ได้ผลดีที่สุดต้องไล่ติดต่อกันทุกวัน
               อย่างน้อย 3 เดือน ครั้งละไม่ต่ ากว่า 3 ชั่วโมง และต้องเพิ่มเวลาการไล่ให้มากขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อจะได้สะสม

               ก าลังให้ได้มากที่สุด”
                       แบบที่ 2 การไล่เพื่อความคล่องตัว
                       การไล่เพื่อความคล่องตัวเป็นการฝึกอีกขั้นหนึ่งที่ต่อเนื่องจากการไล่เพื่อสะสมก าลัง ซึ่งหลังจากที่ไล่
               เพื่อสะสมก าลังมาแล้ว จะมีก าลังสะสมอยู่ในระดับหนึ่งแต่ยังขาดความคล่องตัว  ดังนั้นจึงจ าเป็นต้องฝึกเพื่อให้

               เกิดความแคล่วคล่อง ว่องไว คือ การฝึกตีให้มีเสียงร่อน เรียบ และเร็ว หรือที่เรียกว่า “ตีไหว” นั่นเอง และ
               แนวทางการฝึกตีให้มีความคล่องตัวของครูนัฐพงศ์  โสวัตร คือ หลังจากไล่เพื่อสะสมก าลังเสร็จแล้ว ให้น าผ้า
               คลุมผืนระนาดออกแล้วเปลี่ยนจากไม้หนัก (ไม้ส าหรับไล่) เป็นไม้เบา ซึ่งต้องเป็นไม้ที่เราถนัดและใช้ตีอยู่เป็น
               ประจ า แล้วเริ่มไล่ด้วยแนวค่อนข้างเร็วด้วยเพลงฉิ่งมุล่งชั้นเดียว โดยต้องประมาณก าลังของตัวเองว่าควรใช้

               ความเร็วขนาดไหนจึงจะสามารถตีได้นานตามเวลาที่ก าหนดคือประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง
               กระบวนการที่ 3 การฝึกทักษะการบรรเลงเดี่ยว
                       การฝึกทักษะเป็นการฝึกอีกขั้นหนึ่งที่เป็นกระบวนการต่อเนื่องมาจากกระบวนการไล่ โดยการน าเอา
               ท านองเดี่ยวมาเป็นแบบฝึก เพราะด้วยลักษณะท านองของเดี่ยวประกอบไปด้วยกลวิธีต่างๆ ที่เป็น

               ลักษณะเฉพาะของระนาดเอก ซึ่งเป็นสิ่งจ าเป็นมากที่ผู้บรรเลงต้องฝึกให้เกิดความช านาญ
   492   493   494   495   496   497   498   499   500   501   502